การ์ซีเนีย แคปซูลเสริมสุขภาพ
การ์ซีเนีย แคปซูลเสริมสุขภาพ ประกอบด้วยส่วนผสมของสารที่มีคุณสมบัติเด่นๆ ในมังคุดตามที่มีรายงานในวงการวิทยาศาสตร์มาแล้วในปริมาณที่เหมาะสม พร้อมทั้งมีส่วนผสมของสารจากธรรมชาติที่ปลอดภัยอื่น อาทิเช่น ใบบัวบก สารสกัดจากงาดำ โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง ฝรั่ง เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพของสารสรรพคุณมังคุดให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีก โดยปราศจากผลข้างเคียง และได้มาตรฐานที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายได้ในตลาดโลก
เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยของคณะนักวิจัยนำโดย ศาสตราจารย์ ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา และ ศ. ดร. พิเชษฐ์ เป็นผู้ควบคุมการผลิตเองให้มีสรรพคุณและประสิทธิภาพสูงปลอดภัย และไร้ผลข้างเคียง
ผู้บริโภค
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การ์ซีเนีย แคปซูล เหมาะกับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงปกติ และต้องการเสริมภูมิคุ้มกันให้สมดุลอยู่เสมอ
ผู้มีปัญหาสุขภาพที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น มะเร็ง ภูมิแพ้ พาร์คินสัน ตับเสื่อม กระเพาะอาหาร-ลำไส้อักเสบ สิวอักเสบ ฯลฯ
ขนาดรับประทาน
รับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูล ก่อนนอนหรือหลังอาหารเย็นวันละ 1 ครั้ง
เซลลูไลท์
คุณผู้หญิงที่อายุมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่ออายุย่าง 30 ปีไปแล้วก็จะพบกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่นมีรอยตีนกา อ้วนมากขึ้น และเกิดเซลลูไลท์ขึ้นบริเวณสะโพก หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน หรือหลัง หากจะอธิบายให้เห็นภาพ คุณลองเปรียบเทียบกับผิวส้ม คนที่มีเซลลูไลท์จะมีผิวเหมือนเปลือกส้ม ยิ่งเมื่อบีบบริเวณที่สงสัย หากพบว่าผิวเหมือนเปลือกส้ม แน่เลยคุณมีเซลลูไลท์
ปกติระหว่างผิวหนังและกล้ามเนื้อจะมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหรือที่เรียกว่า connective tissue เซลล์ไขมันจะอยู่ในเนื้อเยื่อชั้นนี้ เซลลูไลท์เกิดจากเนื้อเยื่อรอบเซลล์ไขมันอ่อนแรงทำให้รูปทรงของเซลล์เสียหาย เซลล์ไขมันจะดันโป่งมายังชั้นผิวหนังทำให้เกิดลักษณะเป็นตุ่มๆ
จริงหรือไม่ที่เซลลูไลท์จะเกิดเฉพาะคนอ้วน ในความเป็นจริงเซลลูไลท์สามารถเกิดในคนที่ที่มีน้ำหนักปกติ หรืออ้วนก็ได้เนื่องจากคนเหล่านั้นดูแลตัวเองไม่ดีพอ
เซลลูไลท์มักจะเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเนื่องจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในผู้หญิงเรียงเป็นแนวตั้งและมีปริมาณไขมันสะสมมาก ส่วนของผู้ชายเรียงเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเล็กๆและมีปริมาณไขมันสะสมน้อย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงไม่ค่อยพบเซลลูไลท์ในผู้ชาย
แนะวิธีขจัด เซลลูไลท์ ศัตรูตัวร้ายของผู้หญิง
สาวๆ เคยสำรวจตัวเองกันบ้างหรือเปล่าว่า ร่างกายมีสิ่งผิดปกติใดแอบแฝงอยู่หรือไม่ ลองใช้มือบีบที่บริเวณต้นขาหรือตะโพกดูสิคะ หลายคนอาจพบว่ามีก้อนเนื้อเป็นลอนๆ ไม่เรียบเนียนอยู่ใต้ผิวหนัง นั่นคือ “เซลลูไลท์” ศัตรูตัวร้ายของคุณผู้หญิงเลยล่ะค่ะ!
ต้องยอมรับว่า เซลลูไลท์ เป็นปัญหาตัวฉกาจสำหรับคุณสุภาพสตรีทั้งหลายเอามากๆ เพราะปัจจุบันผู้หญิงสมัยใหม่นิยมแต่งตัวตามแฟชั่น ซึ่งแฟชั่นเดี๋ยวนี้คงหนีไม่พ้นกางเกงขาสั้นหรือกระโปรงสั้นจู๋โชว์เรียวขาสร้างความหนักใจให้สาวๆ ที่สะสมไขมันไว้เป็นอย่างมากเพราะขาดความมั่นใจ
วันนี้เรามาไขปัญหานี้ให้กับสาวๆ ที่รักสวยรักงามกันดีกว่าโดย แพทย์หญิงภัทรา พิมลศานติ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง โรงพยาบาลยันฮี ให้ความรู้ว่า เซลลูไลท์ คือส่วนหนึ่งของไขมันที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ในชั้นหนังแท้ส่วนล่าง เกิดขึ้นเนื่องจากระบบไหลเวียนของหลอดเลือดดำและน้ำเหลืองทำงานลดลง ทำให้ผนังกั้นดึงรั้งไขมันแล้วเกิดเป็นพังผืด ซึ่งจะมีลักษณะเป็นก้อนไขมัน ขรุขระอยู่ใต้ผิวหนัง คล้ายผิวเปลือกส้มไม่เรียบเนียน
เซลลูไลท์พบได้ทุกส่วนของร่างกายแต่ส่วนมากบริเวณที่พบบ่อย คือ ตะโพก หน้าท้อง ต้นขา และแก้มก้น สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวมากหรืออ้วนเท่านั้น โดยเฉพาะกับผู้หญิงเพราะมีระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุล เนื่องจากสาเหตุการเกิดเซลลูไลท์มีปัจจัยจากระดับฮอร์โมนที่ไม่สมดุลทำให้เอสโตรเจนเพิ่มขึ้น การสลายไขมันลดลง
นอกจากนี้กรรมพันธุ์ เชื้อชาติและการใช้ชีวิตประจำวันก็มีปัจจัยทำให้เกิดเซลลูไลท์โดยเฉพาะการควบคุมอาหารที่ไม่ดี ขาดการออกกำลังกาย สูบบุหรี่และมีความเครียด ดังนั้นเราจึงควรปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวันเสียใหม่โดยการควบคุมอาหาร งดรับประทานอาหารกลุ่มแป้ง ไขมัน และรับประทานผักผลไม้ ดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ พยายามพักผ่อนให้เพียงพอและไม่ควรมีความเครียดมากจะช่วยลดการเกิดเซลลูไลท์ได้
แต่หากสาวๆ ที่มีเซลลูไลท์สะสมมากสามารถรักษาได้ด้วยการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อความปลอดภัย ซึ่งโดยปกติแล้วทางการแพทย์จะใช้เครื่องมือในกลุ่มเครื่องนวด ดูดให้ระบบหมุนเวียนเลือดและน้ำเหลืองดีขึ้นหรือเครื่องมือในกลุ่มคลื่นความถี่วิทยุ ใช้ความร้อนสลายไขมันและกระตุ้นคอลลาเจน วิธีนี้มีผลข้างเคียงน้อยหรือใช้เครื่องมือกลุ่มเลเซอร์ ช่วยสลายไขมัน แต่การรักษาจะไม่หายขาดหากเรายังมีพฤติกรรมการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเซลลูไลท์
DETOX คืออะไร ?
กระแสการบำบัดรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ ดูเหมือนกำลังได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นวารีบำบัด อโรมาเธอราปี กายภาพบำบัด โภชนบำบัด สมาธิบำบัด ดนตรีบำบัด นาฏบำบัด และการบำบัดอันเนื่องมาจากวิธีการทางธรรมชาติ ซึ่งบางครั้งอาจมีวิธีการแพทย์แผนปัจจุบันร่วมอยู่ด้วย แต่เน้นวิธีการรักษาแบบองค์รวม การบำบัดต่างๆ เหล่านี้เรารวมเรียกว่า “ธรรมชาติบำบัด”
การทำ DETOX หรือการล้างพิษ ด้วยการสวนล้างลำไส้ ก็เป็นวิธีหนึ่งในธรรมชาติบำบัดที่มีมาแต่โบราณ และปัจจุบันยังเป็นที่นิยมทำกันมาก ในประเทศแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่วนในบ้านเรานั้น อาจคุ้นๆ หูกันอยู่บ้าง แต่ก็เริ่มได้ยินหนาหูและรู้จักกันมากขึ้น
และก็เป็นธรรมดาที่อะไรอยู่ในกระแสก็จะได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับเรื่องของ “DETOX-ล้างลำไส้” นั้น หลายคนก็สงสัยว่าคืออะไร ทำไมต้องทำ ใครที่ควรจะทำ จำเป็นแค่ไหน ขั้นตอนเป็นอย่างไร มีผลกระทบอย่างอื่นกับร่างกายมั้ย ฯลฯ ซึ่งข้อสงสัยทั้งหมดนี้หาคำตอบได้ นับจากบรรทัดถัดไป
ก่อนที่จะกล่าวถึงเหตุผลของการสวนล้างลำไส้ ก็ขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของอาหาร ที่เรารับประทานกันเสียก่อน อาหารที่เรารับประทานนั้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีเส้นใยมาก ได้แก่ ธัญพืชต่างๆ เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวโพด ฯลฯ และชนิดที่มีเส้นใยน้อยหรือไม่มีเส้นใย เช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน และแป้งขัดขาว ฯลฯ โดยอาหารชนิดแรกนั้นเมื่อผ่านการย่อยแล้ว จะขับถ่ายออกจากร่างกายโดยง่าย ในขณะที่ชนิดหลังนี้เมื่อย่อยแล้วจะจับตัวกันจนเหนียวทำให้เคลื่อนผ่านลำไส้ใหญ่ด้วยความลำบากและมักเกาะติดอยู่กับผนังลำไส้ ไม่ยอมเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบการขับถ่ายแบบปกติ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่รับประทานอาหารในกลุ่มหลัง จึงมักมีอาการท้องผูก ถ่ายลำบาก แถมสิ่งที่เกาะอยู่ตามผนังลำไส้นี้ยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรีย ก่อให้เกิดการบูดเน่าหรือเกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องอืดท้องเฟ้อ ผายลมบ่อย อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีกลิ่นปาก แผลเปื่อยในปาก หรือโรคที่เกี่ยวกับภูมิต้าน เช่น ภูมิแพ้ ลมพิษ ผื่นแพ้ หอบหืด รูมาตอยด์
การทำ DETOX-ล้างลำไส้ มี 2 วิธี วิธีแรกคือ
ดีทอกซ์แบบล้างลำไส้ระดับล่าง เป็นการสวนล้างลำไส้ในช่วงระยะ 30 เซนติเมตร สุดท้ายของลำไส้ ด้วยกาแฟหรือน้ำสมุนไพร ใช้น้ำประมาณ 5 ลิตร และวิธีที่ 2 คือ ดีทอกซ์แบบล้างลำไส้ส่วนบน ด้วยน้ำเกลือแร่หรือสมุนไพร ใช้น้ำประมาณ 2 ลิตร
การทำดีทอกซ์แบบล้างลำไส้ส่วนบนนั้นจะใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพที่เรียกว่า เครื่องล้างลำไส้ (COLONIC) ซึ่งสามารถควบคุมอุณหภูมิแรงดัน และปริมาณต่างๆ ของน้ำได้
ขั้นตอนของการสวนล้างนั้นจะใช้น้ำอุ่นประมาณ 25 ลิตร ใช้เวลาในการสวนประมาณ 40-60 นาที วิธีการก็คือ แพทย์จะสอดหลอดสวนเข้าทางทวารหนัก เพียง 2 นิ้ว เปิดให้น้ำอุ่นเข้าลำไส้อย่างช้าๆ ระหว่างนั้นจะทำการนวดหน้าท้องไปด้วยเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ทำให้ตะกรันที่จับคราบตามผนังลำไส้หลุดออกมา การทำในระยะแรกๆ อาจรู้สึกอยากถ่าย ให้ถ่ายได้เลยโดยไม่ต้องกลั้น น้ำและของเสียจะไหลออกทางทวารผ่านหลอดสวน โดยไม่ต้องถอดหลอดสวนออก จากนั้นก็จะปล่อยให้น้ำเข้าไปอีกทำเช่นนี้ซ้ำอีกจนน้ำในเครื่องหมด 25 ลิตร เมื่อน้ำหมดถังแล้วแพทย์จะทำการถอดสายสวนออก จากนั้นก็ให้ถ่ายจนเกลี้ยงก่อนทำความสะอาดร่างกาย เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการล่างลำไส้ส่วนบน
หลังการทำดีทอกซ์ล้างลำไส้ ร่างกายก็จะสบายขึ้น ไม่มีอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรืออ่อนเพลียจากการสูญเสียเกลือแร่ แม้ว่าจะถ่ายจนหมดพุง ทั้งนี้เพราะแพทย์จะผสมน้ำเกลือลงไปในน้ำ ที่ใช้ทำคตั้งแต่แรกแล้ว แต่หลังจากเสร็จสิ้นการล้างลำไส้ คนไข้จะได้รับคำแนะนำให้ดื่มน้ำมากขึ้นกว่าปกตินิดหน่อย ส่วนอาหารการกินอื่นๆ สามารถรับประทานได้อย่างปกติ
การสวนล้างลำไส้นั้น นอกจากจะให้ผลดีในการกำจัดพิษออกจากร่างกายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี แล้วยังเป็นวิธีที่นิยมใช้ในการรักษาโรคท้องผูก ท้องเสีย อุจจาระอุดตันฉับพลัน หรือช่วยรักษาการทำงานาที่บกพร่องของลำไส้ รวมทั้งยังใช้เป็นหนึ่งในขั้นตอนเตรียมการตรวจรักษาก่อนการคลอดบุตร เอกซเรย์ตรวจเช็คลำไส้ด้วยการสวนแป้ง (Barium) หรือส่องกล้องทำการตรวจรักษาผ่านช่องท้องหรือลำไส้ใหญ่อีกด้วย
สำหรับผู้ที่จะทำดีทอกซ์นั้น ควรมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ถ้าสุขภาพปกติดี ก็สามารถสวนล้างปีละ 2-3 ครั้ง แต่ถ้ามีปัญหาสุขภาพอาจต้องทำมากกว่านี้ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเป็นรายๆ ไป และก่อนที่จะทำการสวนล้างลำไส้ แพทย์จะต้องซักประวัติสุขภาพของคนไข้เสียก่อนว่า สามารถทำการสวนล้างลำไส้ได้หรือไม่ เนื่องจากมีโรคบางโรคที่เป็นข้อห้ามในการสวนล้างลำไส้ เช่น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือความดันโลหิตต่ำ และยังไม่สามารถควบคุมอยู่ในเกณฑ์ปกติ เป็นโรคหัวใจขาดเลือด หรือหัวใจล้มเหลว มีภาวะเลือดจางอย่างรุนแรง มีภาวะเส้นโลหิตโป่งพองเป็นไส้เลื่อน ได้รับการผ่าตัดช่องท้องยังไม่เกิน 6 อาทิตย์ ได้รับการผ่าตัดลำไส้ใหญ่ เปิดลำไส้ออกทางหน้าท้อง เพิ่งผ่านการผ่าตัดริดสีดวงทวาร มีเลือดออกจากลำไส้ มีภาวะไตวาย มีภาวะเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่เป็นมะเร็ง เป็นต้น
สำหรับผู้ป่วยอัมพาต อัมพฤกษ์ ที่มีปัญหาการขับถ่าย และผู้สูงอายุที่มักมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง ริดสีดวงทวาร ปวดข้อปวดกระดูก โรคเกาต์ ฯลฯ ก็อาจใช้วิธีการบำบัดรักษาด้วยการสวนล้างลำไส้ได้เช่นกัน
ชีวจิตคืออะไร
ชีวจิต เป็นแนวความคิดต่อเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม(Holistic) คือผนวกรวมเอา “ชีว” ที่หมายถึง “กาย” รวมเข้ากับ “จิต” ที่หมายถึง “ใจ” ให้เป็นสองภาคของชีวิตที่มีผลต่อกันและกันโดยตรง ไม่อาจแยกกายออกจากจิต และจิตย่อมกระทบถึงกายเช่นเดียวกัน ความหมายและการปฏิบัติตัวตามแนวทางของชีวจิต จึงอาจอธิบายได้ว่า คนเราจะมีความสุขความแข็งแรงได้ก็ต่อเมื่อกายและใจทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Wholeness as Perfection)
การใช้ชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ บริสุทธิ์ละเรียบง่าย เป็นแก่นความคิดสำคัญอีกประการหนึ่งของชีวจิต ใช้ชีวิตในที่นี้หมายรวมถึง การบริโภคอาหารสุขภาพที่มาจากธรรมชาติและมีการดัดแปลงน้อยที่สุด รวมถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ใดๆที่มาจากธรรมชาติหรือใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้ชีวิตหลุดพ้นจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายของสังคมแบบวัตถุนิยมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสมัยใหม่นานัปประการ
แนบเนื่องกับแนวปฎิบัติทางร่างกาย ต้องมีการปฏิบัติทางใจควบคู่ไปด้วย เป้าหมายของการฝึกจิตใจ เป็นไปเพื่อความสงบ เกิดปัญญา มองเห็นสัจธรรมของโลกและชีวิต ทั้งนี้การใช้ชีวิตและจิตใจให้เป็นไปตามแนวทางของชีวจิตไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อน ตรงข้ามกลับเป็นความพยายามทำชีวิตให้เรีบบง่ายที่สุด แจ่มใสและมีความกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สุขภาพเกิดความสมดุลและกระตุ้นให้ ภูมิชีวิต (Immune System) ที่เป็นเกราะคุ้มกันสุขภาพตามธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การจะตรวจสอบว่าตัวเองดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงกับแนวชีวจิตเพียงใด หรือบกพร่องไปเพียงใดนั้น อาจทดสอบได้จากหลักการของ FASJAMM ซึ่งว่าด้วยรูปแบบและอาการต่างๆทางกายและจิต ที่ทำให้บุคคลนั้นๆ มีสุขภาพกายและจิตแตกต่างกันไป
10 ความเชื่อ เรื่องผิวสวย
1. ล้างหน้าบ่อยๆ จะช่วยให้ไม่เป็นสิว
สาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว คือมีสิ่งสกปรกมาอุดตันรูขุมขน ดังนั้นการดูแลรักษาความสะอาดจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าสะอาดจนเกินไปก็จะทำให้ผิวมีปัญหาอื่นตามมา การล้างหน้ามากเกินไปจะทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้นเกิดอาการระคายเคืองเป็นผื่น
โดยทั่วไป แพทย์ผิวหนังมักจะแนะนำให้ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งเท่านั้น คนที่เป็นสิวอยู่ควรจะรบกวนใบหน้าให้น้อยที่สุด ไม่ควรใช้สบู่ล้างหน้าเพราะสบู่จะมีคุณสมบัติเป็นด่างขณะที่ผิวหน้าจะมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ วิธีที่ดีที่สุดคือ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าที่มีค่า pH เป็นกลางนั่นเอง
2. น้ำเย็นช่วยให้รูขุมขนเล็กลง ส่วนน้ำอุ่นจะป้องกันสิว
เป็นความจริงที่ว่าน้ำอุ่นจะทำให้รูขุมขนขยายตัวช่วยกำจัดสิ่งสกปรกได้ง่าย แต่ก็ต้องระวังว่าจะชำระล้างหน้ามันออกไปจนทำให้หน้าแห้งได้ และผู้ที่ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นติดต่อกันนานๆ มีโอกาสมากที่ผิวหน้าจะหยาบได้ เพราะรูขุมขนเกิดขยายเป็นการถาวร ดังนั้นจึงมักจะแนะนำให้ใช้น้ำเย็นล้างหน้าเป็นการปิดท้าย เพราะความเย็นของน้ำจะทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัวรูขุมขนกระชับขึ้นแต่ก็เป็นเพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น เพราะขนาดรูขุมขนยังเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ด้วย วิธีที่ดีที่สุดคือ ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นปกติเป็นประจำ
3. ยาคุมกำเนิดช่วยรักษาสิวได้
ข้อนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศ ตามปกติในร่างกายของเราจะมีทั้งฮอร์โมนเพศหญิงและฮอร์โมนเพศชาย หญิงใดที่ได้ฮอร์โมนเพศชายทำงานมากผิดปกติจะส่งผลให้หน้ามันเป็นสิวได้ง่าย ยาคุมกำเนิดบางยี่ห้อนั้นจะมีฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงและมีฮอร์โมนไซโตรเทอโรนอซิเตสซึ่งไปยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนเพศชายผสมอยู่ด้วย จึงกลายเป็นว่าหากกินยาคุมกำเนิดประเภทนี้แล้วจะช่วยลดความมันบนใบหน้าลงได้ ช่วยแก้ปัญหาสิวแต่ก็คงจะไม่เหมาะถ้าจะกินยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิว เพราะจะมีผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมาได้ เช่น หน้าอกโต หน้าอกแข็ง ชายใดใช้วิธีนี้รักษาสิวก็เสี่ยงกับการมีหน้าอกโตได้
4. อาหารที่มีไขมันช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งได้
น่าจะมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าผิวสวยต้องเริ่มจากภายในร่างกาย คือต้องกินอาหารที่มีประโยชน์ด้วย ก็เลยไปเหมารวมว่า ถ้าผิวแห้งก็ควรกินอาหารที่มีไขมันมากๆ ซึ่งถ้าใครเชื่อแบบนี้แล้วตะบี้ตะบันกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันทุกมื้อทุกวัน อาทิ ข้าวขาหมู เป็นต้น แทนที่จะมีผิวดีดั่งใจกลับจะได้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
จริงๆแล้ว สาเหตุสำคัญของผิวแห้งคือผิวขาดน้ำ ไม่ใช่เพราะมีไขมันน้อยเกินไป วิธีที่ถูกก็คือ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
5. อยากให้สิวหายเร็วๆ ต้องบีบสิว
สิวมีสองประเภทคือ สิวอุดตัน (ยังไม่อักเสบ) และสิวอักเสบ สิวที่สามารถบีบได้คือสิวอุดตันหัวเปิด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สิวที่อุดตันเม็ดนั้นกลายเป็นสิวอักเสบในอนาคต เวลาบีบสิวก็จะต้องใช้อุปกรณ์สำหรับบีบสิวโดยเฉพาะ และควรให้แพทย์ผิวหนังเป็นผู้จัดการ การใช้นิ้วมือบีบสิวเอง จะทำให้ผิวหนังบริเวณข้างเคียงบอบช้ำและทำให้เกิดแผลเป็นขึ้น
6. ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติทุกชนิดล้วนดีต่อผิว
ปัจจุบันนี้ มีการนำสมุนไพรหรือสารสกัดจากธรรมชาติมาทำผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกันมากซึ่งเป็นเรื่องที่ดีน่าสนับสนุน แต่ก็ควรระมัดระวังในเรื่องของการแพ้ไว้บ้าง ไม่ใช่ขึ้นชื่อว่ามาจากสมุนไพรแล้วจะไม่มีการแพ้เด็ดขาด และควรมีความรู้เรื่องสมุนไพรไว้บ้าง ส่วนไหนที่ใช้ประโยชน์ได้และส่วนใดต้องหลีกเลี่ยงไม่ควรใช้สุ่มสี่สุ่มห้า
7. วิตามินอีช่วยลบรอยแผลเป็นได้
วิตามินอี มีสารแอนติออกซิเดนซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดสำหรับรอยแผลเป็นนั้น วิตามินอีจะช่วยทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นนุ่มและอ่อนตัวลง ถ้ามีการนวดเบาๆ บริเวณแผลประกอบไปด้วย ก็จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณดังกล่าวด้วยสารที่สามารถลบริ้วรอยแผลเป็นได้จริงคือกรดวิตามินเอหรือเรตินอลต่างหาก
8. ยิ้มหรือหัวเราะมากๆจะทำให้เกิดริ้วรอย
ความจริง ถ้าผิวหนังยังไม่ได้ปรับเปลี่ยนสภาพเป็นอวัยวะกึ่งสังเคราะห์ด้วยหลักการสวยด้วยมือหมดแล้ว ต่อให้ดูแลผิวดีอย่างไร เมื่ออายุมากขึ้นย่อมต้องมีริ้วรอยเพิ่มอย่างแน่นอนจะว่าไปการแสดงอารมณ์ทางใบหน้านั้นเป็นเหตุให้เกิดริ้วรอยได้บ้าง แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักเท่ากับความเสื่อมของผิวพรรณ นอกจากนี้ยามที่เราหัวเราะร่างกายจะหลั่งสารเอนเดอร์ฟินซึ่งช่วยให้รู้สึกมีความสุขแถมมาด้วย เพราะฉะนั้น ไหนๆหน้าก็ต้องเหี่ยว ขอให้เหี่ยวเพราะรอยยิ้มเท่ห์กว่าเยอะ
9. หมั่นเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า เพื่อป้องกันการดื้อเครื่องสำอาง
หลักเกณฑ์ที่สำคัญในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว คือเลือกให้เหมาะสมกับสภาพผิวของแต่ละคน ใช้แล้วไม่เกิดอาการแพ้และผิวมีปฏิกิริยาตอบสนองในทางที่ดี พึงจำไว้ว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่ดีสำหรับทุกคน ตัวเราเองจะรู้ดีที่สุดเมื่อได้ทดลองใช้แล้ว และเมื่อพบว่าผลิตภัณฑ์ที่คิดว่าใช่ สำหรับผิวเรา ก็ควรจะใช้เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา
10. สิวอักเสบให้ใช้ยาสีฟันแต้ม จะทำให้หัวสิวแห้ง
สิวอักเสบมักจะมีอาการบวม แดงและร้อนยาสีฟันบางตัวมีส่วนผสมของเมนทอง สามารถบรรเทาอาการดังกล่าวได้ แต่ไม่ได้มีคุณสมบัติช่วยลดการติดเชื้อ จึงไม่มีผลใดๆต่อการรักษาสิวอักเสบ